วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กสิกรหาตราสารหนี้นอก

จัดทำโดย นาย จักรพันธ์ พลับพลา เลขทะเบียน 5001208067


บลจ.กสิกรไทยเร่งหาตราสารหนี้ปลอดภัยป้อนลูกค้า ยอมรับผลตอบแทนอาจจะไม่ดีเท่าเกาหลีใต้ แถมปีหน้าหุ้นกู้จะหายาก แต่ดอกเบี้ยจะเริ่มขยับ

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2553 พยายามจะออกกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยจะเน้นการลงทุนในประเทศที่มีความปลอดภัยสูง แต่คาดว่าอัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจะไม่สูงเท่ากับกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้

“ตอนแรกสนใจออกไปลงทุนพันบัตรรัฐบาลในประเทศตะวันออกกลาง เพราะถ้าต้องการผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งโชคดีมากที่เกิดกรณีการเลื่อนชำระหนี้ในดูไบเวิลด์ขึ้นก่อนเลยยกเลิกแผนไป” นายพัชร กล่าว


ขณะที่การลงทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ในช่วงนี้อัตราผลตอบแทนของกองทุนปรับลดลงมาแล้ว เนื่องจากประเทศเกาหลีใต้มีความเสี่ยงทางการเงินลดลงต่อเนื่อง ภาวะเศรษฐกิจและทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น


“อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเกาหลีใต้มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2553 แต่ คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2-3 ปีหน้า โดยขึ้นไปอยู่ที่ 1.75-2% หากแบงก์ชาติต้องการลดผลกระทบจากเงินเฟ้อที่จะปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น” นายพัชร กล่าว


นายประเสริฐ ขนบธรรมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ปีหน้าส่วนต่างผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีเทียบกับการลงทุนในประเทศจะเหลือเพียง 1% แต่เชื่อว่านักลงทุนยังสนใจพันธบัตรเกาหลีเช่นเดิม


สำหรับการออกหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนในปี 2553 คาดว่าปริมาณการออกหุ้นกู้จะลดลงเหลือ 1-2 หมื่นล้านบาท และอยู่ในครึ่งแรกของปีเท่านั้น ส่วนใหญ่ออกมาเพื่อชำระเงินกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากกำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำจึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินขยายกิจการ


“ปีนี้บริษัทขนาดใหญ่ออกหุ้นกู้กันเยอะ เพราะต้นทุนต่ำจึงรีบระดมทุนไว้ก่อน ทั้งๆ ที่บางแห่งยังไม่มีแผนใช้เงินโดยหุ้นกู้ที่ออกปีนี้อายุไม่เกิน 3 ปี และปีหน้าคงใกล้เคียงกัน” นายประเสริฐ กล่าว


ด้านนายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาด บลจ.กสิกรไทย กล่าวถึงธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่า ในปีหน้ามีรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเตรียมว่าจ้างบริษัทให้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท


“ปีหน้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นการแข่งขันด้านค่าธรรมเนียม แม้ผู้ประกอบการธุรกิจกองทุนจะพูดคุยกันแล้ว แต่มีรายใหม่เข้ามาลดค่าธรรมเนียมจูงใจลูกค้าอยู่เป็นประจำ” นายเกษตร กล่าว


ที่มา http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=80557


คำถามท้ายเรื่อง


1. รองกรรมการผู้จักการบริษัทหลักทรัพย์กองทุน (บลจ.) กสิกรไทย คือใคร ?


2. ดอกเบี้ยของไทยจะปรับขึ้นมาไตรมาสไหน โดยขึ้นไปอยู่ที่เท่าไร ?


3. การออกหุ้นของเอกชนในปี 2553 จะลดลงหรือเพิ่มขึ้นที่เท่าไร และอยู่ในครึ่งปีไหนของปี และเพราะหรือเพื่ออะไร ?


วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Yield Curve ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งเส้น

จัดทำบทความโดย นาย นันทชัย มะลิพันธ์ เลขทะเบียน 5001208021

ภาวะตลาดตราสารหนี้ (30 พ.ย.– 4 ธ.ค. 2552) ปริมาณการซื้อขาย ตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 2,615,065.80 ล้านบาท และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 523,013.16 ล้านบาท

ทั้ง นี้จากข้อมูลตลอดทั้งสัปดาห์พบว่า มูลค่าการซื้อขายโดยรวมทั้งหมดสามารถแบ่งเป็นมูลค่าการซื้อขายแบบ Outright ที่ 283,611.36 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ทั้งนี้มูลค่าการซื้อขายแบบ Outright เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้วนั้น พบว่า พันธบัตรองค์กรภาครัฐ (State Agency Bond) มีปริมาณการซื้อขายเท่ากับ 220,968.45 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 77.91% เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 20.34% ตามมาด้วย ตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 30,442.03 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 10.73% เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 69.00% ต่อมาเป็น พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 27,508.05 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9.70% เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 33.05% ทางด้านหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond) และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Owned Enterprise Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 1,375.71 ล้านบาท และ 2,828.46 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับตราสารหนี้ที่มีปริมาณการซื้อขายแบบ Outright สูงสุดเป็น 3 อันดับแรก เมื่อแบ่งตามประเภทของตราสารหนี้มีดังต่อไปนี้คือ ในส่วนของ พันธบัตรรัฐบาล คือ รุ่น LB11NA LB108A และ LB145B มีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 5,663.11 ล้านบาท 4,170.24 ล้านบาท และ 3,773.48 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วน พันธบัตรรัฐวิสาหกิจและพันธบัตรองค์กรภาครัฐปริมาณ การซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย รุ่น CB09D21A CB09D22A และ CB10304C มูลค่า 51,058.48 ล้านบาท 32,780.36 ล้านบาท และ 14,242.30 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับ หุ้นกู้ภาคเอกชน นั้น ปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือหุ้นกู้ ของบริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส (AYCAL12OA (A+)) มูลค่าการซื้อขาย 338.84 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ไออาร์ พีซี (IRPC147A (A-)) มูลค่าการซื้อขาย 163.77 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท น้ำตาลมิตรผล (MPSC155A (A)) มูลค่าการซื้อขาย 140.05 ล้านบาท ตามลำดับ

การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งเส้น โดยสามารถสรุปการเคลื่อนไหวของแต่ละช่วงอายุพันธบัตรรัฐบาลได้ดังนี้ คือ พันธบัตรอายุคงเหลือ 1 ถึง 6 เดือน อัตราผลตอบแทนปรับตัวขึ้นลงอยู่ระหว่างลบ 1 ถึงบวก 1 bp. พันธบัตรระยะสั้นอายุ 1 ถึง 3 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ระหว่างบวก 1 ถึงบวก 7 bp. สำหรับพันธบัตรระยะกลาง 5 ถึง 10 ปี อัตราผลตอบแทน ปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ระหว่างบวก 2 ถึงบวก 3 bp. และระยะยาวมากกว่า 10 ปี อัตรา ผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ระหว่างบวก 1 ถึงบวก 4 bp.

ที่มา : http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=79694

คำถามท้ายเรื่อง

1.พันธบัตรรัฐบาล รุ่น LB11NA มีมูลค่าการซื้อขายกี่ล้านบาท

2.หุ้นกู้ภาคเอกชน ปริมาณการซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก คือ หุ้นกู้ของบริษัทอะไรบ้าง

3.พันธบัตรระยะสั้นอายุ 1 ถึง 3 ปี อัตราผลตอบแทนปรับตัวเป็นอย่างไร

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

รมว.คลัง มั่นใจ GDP ปีหน้าโตเกิน 3.2%, ขอเวลา 1 ปีผลักดันโครงการตามแผน

จัดทำโดย นายธิติคุณ บวรสมบูรณ์กุล เลขทะเบียน 5001208009

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง มั่นใจว่า เศรษฐกิจไทยในปี 53 จะขยายตัวได้ดีกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) คาดการณ์ไว้ว่าจะมีอัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP) อยู่ที่ 3.2% เพราะก่อนหน้านี้ สศค.เคยประเมินว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวติดลบ 11% แต่สุดท้าย GDP ติดลบลดลงเหลือแค่ 3-4% เท่านั้น

รมว.คลัง เชื่อว่าเศรษฐกิจในปี 53 จะขยายตัวเป็นบวกอย่างแน่นอนหลังจากมีแนวโน้มฟื้นตัวเป็นบวกตั้งแต่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยตัวเลขภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวเริ่มขยายตัวอย่างชัดเจน อีกทั้งความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการมีเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้จากคำสั่งซื้อและการลงทุนเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน


สำหรับปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองภายในประเทศยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลพยายามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 ทุกสาขา และวางพื้นฐานทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งหากรัฐบาลสามารถอยู่บริหารงานต่อไปอีก 1 ปีจะผลักดันนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จได้ตามแผนงานที่วางไว้


ที่มา http://www.ryt9.com/s/iq03/759441

คำถามท้ายเรื่อง

1.รมว.การคลัง ชื่อ อะไร

2.เหตุที่ทำให้เชื่อว่า เศษฐกิจปี 53 จะขยายตัวเป็นบวก มีอะไรบ้าง

3.ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการฟื้นตัว เศรษฐกิจไทย คืออะไร