วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ออมสินตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อปีนี้7.8หมื่นล.

จัดทำบทความโดย นาย นันทชัย มะลิพันธ์ เลขทะเบียน 5001208021

เปิดแผนปี"53 แบงก์ออมสินตั้งเป้าสินเชื่อในปีนี้กว่า กำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 18% ลดหนี้เน่าเหลือต่ำกว่า 2%
นาย เลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าหมายที่จะทำกำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 18% เมื่อเทียบกับปีที่ผานมา โดยมีรายได้รวมเติบโต 10% การปล่อยสินเชื่อขยายตัว 10% หรือเป็นเม็ดเงินปล่อยสินเชื่อสุทธิ 78,000 ล้านบาท และสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ลดต่ำกว่า 2% จากปีที่ผานมาเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.2% และในปีนี้จะเป็นปีที่ธนาคารออมนสินมีขนาดสินทรัพย์สูงเกิน 1 ล้านล้านบาท

ทั้งนี้ ธนาคารมีแผนจะนำระบบ Core Banking มาใช้อย่างเต็มรูปแบบในช่วงเดือน มิ.ย.2553 ซึ่งจะทำให้ธนาคารมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสินเชื่อเพื่อตอบสนองลูกค้าได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ดีและอัตราดอกเบี้ยไม่สูงนอกจากนี้ ในปี 2553 ธนาคารจะเพิ่มและขยายธุรกรรมทางการเงินที่หลากหลาย ครบวงจร มีเงื่อนไขที่จูงใจ และสอดคล้องกับความต้องการการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งจะมุ่งเน้นการออม การกระตุ้นการลงทุนของผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนร่วมพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคมสำหรับผลการดำเนินงานในปี 2552 ธนาคารมีกำไรสุทธิก่อนการตรวจสอบโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน จำนวน 15,904 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.92% มีรายได้รวม 46,273 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ 33,625 ล้านบาท หรือ 73% ของรายได้รวมทั้งหมด ส่วนที่เหลือ 27% เป็นรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย เช่น ค่าธรรมเนียม ผลตอบแทนการลงทุนในตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดตราสารหนี้ นอกจากนี้ ธนาคารยังลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ลงจาก 70.78% เหลือ 65.63%โดยธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้รวม 489,642 ล้านบาท ซึ่งกระจายถึงลูกค้ารายย่อยและกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากถึง 381,077 ล้านบาทในสินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน สินเชื่อธุรกิจห้องแถว สินเชื่อเพื่อพัฒนากลุ่มอาชีพ และนโยบายเร่งรัดการปล่อยสินเชื่อของรัฐบาลในโครงการ Fast Track

ที่มา : http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001722

คำถามท้ายเรื่อง

1.ผู้อำนวยการธนาคารออมสินชื่ออะไร

2.ธนาคารมีแผนจะนำระบบ Core Banking มาใช้อย่างเต็มรูปแบบในช่วงเดือนใด

3.ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้รวมกี่ ล้านบาท

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กองอสังหาริมทรัพย์เฮโลแจกปันผลสูง

จัดทำโดย นาย จักรพันธ์ พลับพลา เลขทะเบียน 5001208067

ทุนอสังหาริมทรัพย์แจกเงินปันผลงวดไตรมาส 4 “MNIT” จ่ายสูงผลตอบแทน 2.45% ผู้จัดการกองทุนเชียร์ลงทุนทั้งระบบยังจ่ายได้ดี

นายศักดา มาณวพัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QHPF) เปิดเผยว่า บริษัทจะจ่ายเงินปันผลของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ควอลิตี้ เฮ้าส์ (QHPF) จากผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2552 -31 ธ.ค.2552 ในอัตราหน่วยละ 0.193 บาท ทั้งนี้ผลตอบแทนจากเงินปันผลของกองทุนคิดเป็น 2.27%

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอ็มเอฟซี-สแตรทิจิกสโตเรจฟันด์ (M-STOR) จ่ายเงินปันผลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี วันที่ 1 ต.ค.2552 - 31 ธ.ค.2552 ในอัตรา 0.22 บาทต่อหน่วยและกำหนดปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหน่วยลงทุนเพื่อสิทธิในการรับเงินปันผลวันที่ 22 ก.พ.2553 และจ่ายเงินวันที่ 9 มี.ค.นี้ ทั้งนี้ผลตอบแทนจากเงินปันผลของกองทุนคิดเป็น 2.24%

นายพิพัฒน์ พิศณุวงรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.ทหารไทย กล่าวว่า การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ยังน่าสนใจ เพราะจ่ายเงินปันผลเฉลี่ย 7% ต่อปีและยิ่งราคาในกระดานลดลง ยิ่งทำให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงขึ้น

http://www.posttoday.com/เงิน-หุ้น-ทอง/โปรหุ้น/corporate-focus/9301/กองอสังหาฯเฮโลแจกปันผลสูง

คำถามท้ายเรื่อง

1. ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนคือใคร

2. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เอ็มเอฟซี-สแตรทิจิกสโตเรจฟันด์จ่ายเงินปันผลอย่าไงร

3. การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างไร

วันพุธที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

นายกฯตอบสื่อนอก ศก.ปีนี้โต 4%

จัดทำโดย นายธิติคุณ บวรสมบูรณ์กุล เลขทะเบียน 5001208009

นายกฯ คุยสื่อนอก เชื่อ เศรษฐกิจไทยโตถึง 4% บอกเป็นนัยถึงทักษิณ ถึงเวลาต้องยอมรับผลแห่งการกระทำแล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการ “Quest Means Business” ทางสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นระหว่างที่เดินทางไปประชุมดาวอส โดยได้ยืนยันว่า รัฐบาลชุดนี้จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตถึง 4% ทั้งนี้ ปัญหาความแตกแยกทางการเมือง รัฐบาลได้เปิดโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวชุมนุมภายใต้กรอบกฎหมาย แต่ถ้าตราบใดก่อให้เกิดการจลาจล รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปจัดระเบียบ


“ผมคิดว่าเมื่อปีที่แล้ว หลังจากไตรมาสแรกเศรษฐกิจของประเทศหดตัวถึง 7.1% ประชาชนกลัวว่าการถดถอยทางด้านเศรษฐกิจจะรุนแรงมากขึ้นและจะก่อให้เกิดการว่างงานอย่างรุนแรง แต่พอสิ้นปี ตัวเลขอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอยู่ที่ -3% ดังนั้นอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้ที่ 4% น่าจะเป็นไปได้และอยู่ในช่วงที่เราสามารถจัดการได้” นายกฯ กล่าว


นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรํฐมนตรี ที่เคลื่อนไหวสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศขณะนี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้อยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ส่วนที่ถามว่าถึงเวลาสงบศึกหรือยัง นั้นตนเองเห็นว่า “มันถึงเวลาสำหรับเขาแล้วที่จะต้องยอมรับผลของการกระทำที่ตามมา ถึงเวลาที่จะต้องเคารพกฎเกณฑ์ คำตัดสินของศาล แล้วเราจะพูดถึงการให้ความช่วยเหลือและดูว่าจะสามารถให้หนทางการแก้อะไรได้บ้าง

ที่มา
http://www.posttoday.com/ข่าว/การเมือง/8073/นายกฯตอบสื่อนอก-ศก-ปีนี้โต-4-


คำถาม
1.รมต. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการอะไร และทางสถานีอะไร

2.เมื่อปีที่แล้ว หลังจากไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทย หดตัวไปกี่เปอร์เซ็น

3.ปัญหาที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่ดีขึ้น คืออะไร

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

หุ้นไทยตกขบวนเอเชียเด้ง

จัดทำบทความโดย นายจักรพันธ์ พลับพลา เลขทะเบียน 5001208067

หุ้นไทยเป็นตลาดเดียวในเอเชียที่ติดลบ ระหว่างวันสวิงแรง 16.18 จุด พิษการเมืองล้วนๆ โชคดีได้แรงซื้อหุ้นกลุ่มปตท.ช่วยทำปิด

วานนี้ ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตลาดเดียวในเอเชียที่ปิดติดลบ แม้ตอนเช้าเด้งขึ้นตามเพื่อนบ้าน และดัชนีขึ้นไปสูงสุดถึงบวก 7.89 จุด แต่เปิดตลาดตอนบ่ายมีแรงกระหน่ำขายออกมาทุบดัชนีร่วงติดลบ 8.29 จุด ก่อนมีแรงซื้อกลับดันดัชนีปิด ที่ 689.72 จุด ลดลง 0.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 15,381.58 ล้านบาท

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขาย สุทธิเล็กน้อย 102 ล้านบาท ส่วน สถาบัน-กองทุน พอร์ตบล. ยัง ร่วมใจเทขาย ส่วนรายย่อยซื้อต่อ 899 ล้านบาท

มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยตกขบวนฟื้นเพราะปัจจัยการเมืองเป็นสำคัญ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงกดดันดัชนีให้อ่อนตัวลงต่อเนื่อง จึงตัดสินใจขายหุ้นออกไปก่อน ขณะเดียวกันนักลงทุนรายใหญ่กลับมองเป็นจังหวะช้อนซื้อ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นที่เด้งขึ้นในวินาทีสุดท้ายมาปิดติดลบเพียง 0.74 จุด เนื่องจากมีแรงซื้อหุ้นตัวใหญ่ โดยเฉพาะบริษัท ปตท. (PTT) ทำราคาปิดจากติดลบขึ้นไปปิดที่ 220 บาท บวก 3 บาท รวมถึง หุ้นในครอบครัวปตท. และธนาคารพาณิชย์ด้วย

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ขณะนี้ปัจจัยเรื่องการเมืองมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยมีปัจจัยต่างประเทศเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นกัน นักลงทุนควรติดตามทั้งสองประเด็นพร้อมกันไปและประเมินสถานการณ์ เป็นระยะ

ประเด็นด้านการเมืองมีพัฒนาการมากขึ้น ทั้งจากการเปิดประชุมสภาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่วานนี้ตลาดรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังจากนักลงทุนเห็นว่ามูลค่าที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่ดี ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและการจ่ายเงินปันผลอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

นางภัทรียา กล่าวว่า แม้จะมีโบรกเกอร์บางแห่งแนะนำให้ลด น้ำหนักการลงทุนในช่วงนี้ แต่ตลท.ก็ไม่ได้กังวลเพราะนักวิเคราะห์คงมองสถานการณ์เป็นรายวัน และบทวิเคราะห์ที่ออกมาก็มีทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

นางภัทรียา กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะ ไม่กระทบแผนพัฒนาตลาดทุน และมั่นใจว่าจะเดินต่อไปได้ เพราะเป็นแผนงานที่กำหนดชัดเจน อีกทั้งมีหน่วยงานประจำที่รับผิดชอบ

http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=87540

คำถามท้ายเรื่อง

1. กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีชื่อว่าอะไร

2. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิให้เท่าไร

3. หุ้นไทยเป็นตลาดเดียวในเอเชียที่ติดลบระหว่างวันสวิงแรงกี่จุด

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

เมืองไทยฯกวาดเบี้ย3หมื่นล้าน

จัดทำบทความโดย นาย นันทชัย มะลิพันธ์ เลขทะเบียน 5001208021

เมืองไทยประกันชีวิตคึกคัก หลังได้กสิกรไทยถือหุ้นเต็มตัว คาดปีนี้กำไร 1,800 ล้าน


นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมไว้ที่ 30,550 ล้านบาท เติบโต 42% แบ่งเป็นเบี้ยใหม่ 13,850 ล้านบาท และเบี้ยต่ออายุ 16,700 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงาน 1,800 ล้านบาท หรือเติบโต 8% และมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 5%

ขณะที่ปีที่ผ่านมาบริษัทมีเบี้ยรับรวมที่ 21,540 ล้านบาท หรือเติบโต 25% เมื่อเทียบกับปี 2551 โดยแบ่งเป็นเบี้ยใหม่ 9,240 ล้านบาท และเบี้ยต่ออายุ 12,300 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าธุรกิจประกันชีวิตในอุตสาหกรรมในปีนี้จะมีการเติบโตอยู่ที่ 15-20%

ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างกว่าที่มีอยู่ในตลาด ด้วยโครงการ “ชีวิตมั่นคง...โดนใจสไตล์คุณ” ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยวางแผนชีวิตและการวางแผนการประกันชีวิตที่สร้างความ มั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้าและครอบครัวตามแต่ละช่วงอายุ

โดยมีการวิเคราะห์รูปแบบการใช้ชีวิต ประกอบรวมกับระดับรายได้ของแต่ละบุคคลและความต้องการวางแผนล่วงหน้า ซึ่งจะมีการแบ่งออกเป็น 5 ช่วงอายุ โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มที่ 1 โดนใจวัยโจ๋ รองรับวัยที่มีรายได้เป็นของตัวเอง กลุ่มที่ 2 โดนใจวัยหวาน รองรับวัยเริ่มต้นการมีชีวิตคู่ กลุ่มที่ 3 โดนใจวัยมันส์ รองรับวัยที่เริ่มสร้างครอบครัวและมีบุตร

กลุ่มที่ 4 โดนใจวัยตั๋ง รองรับวัยเริ่มเห็นบุคคลในครอบครัวประสบความสำเร็จ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และกลุ่มที่ 5 โดนใจวัยชิล รองรับช่วงที่รองรับวัยเกษียณอายุ โดยตัวแทนของบริษัทจะได้รับการฝึกอบรมโครงการนี้ทั้งหมด เพื่อเสนอแบบประกันได้ตรงกับความต้องการของทุกกลุ่มได้

สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญในการทำตลาดในปีนี้ยังคงเดินหน้าตาม นโยบายการทำตลาดแบบหลากหลายช่องทางขาย ไม่ว่าจะเป็น การขายผ่านธนาคารกสิกรไทยและสถาบันการเงินอื่น

โดยเฉพาะหลังจากที่ธนาคาร กสิกรไทยเข้ามาถือหุ้นในบริษัทก็จะทำให้ธนาคารกสิกรไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ นายหน้าขายประกันเพียงอย่างเดียว แต่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตแบบประกันใหม่ โดยอิงกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

“จะเพิ่มประสิทธิภาพใน ด้านการขายประกันผ่านตัวแทน และการสรรหาตัวแทนคุณภาพ ที่สามารถทำงานได้เต็มเวลา เข้าสู่บริษัทให้มากขึ้น” นายสาระ กล่าว


ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.php?id=86866

คำถาม

1.บริษัท เมืองไทยประกันชีวิตคาดว่าจะได้กำไรเท่าไหร่

2.บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ชื่อว่าอะไร

3.ธนาคารใดเข้ามาถือหุ้นเต็มตัวกับ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

กสิกรฯ ฉายภาพ ศก.ปี 53 เป็นปีแห่งความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน-ดอกเบี้ย

จัดทำโดย นายธิติคุณ บวรสมบูรณ์กุล เลขทะเบียน 5001208009

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มองภาพรวม ศก.ปี 53 เป็นปีแห่งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน-ดอกเบี้ย พร้อมคาด ธปท.เตรียมปรับขึ้น ดบ.นโยบาย 0.75% โดยมีปัจจัยเงินเฟ้อกดดันนโยบาย ดบ.ที่ผ่อนคลาย ขณะที่ประเมินภาพ ศก.สหรัฐฯ ยังไม่ดีนัก เป็นแรงกดดันเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าต่อไปอีกระยะ

นายเชาวน์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2553 โดยเชื่อว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3% หรืออยู่ในกรอบ 2.5-3.5% จากปี 2552 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบ 3.1% ขณะที่มองแนวโน้มเงินเฟ้อปีหน้าจะปรับสูงขึ้น จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คาดว่า น่าจะปรับตัวสูงขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเป็นบวก แต่อยู่ในอัตราที่สูงขึ้นไม่มากนัก

ขณะที่มองว่า ปัจจัยเงินเฟ้อจะเป็นแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมองว่าในปี 2553 ธปท.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.75% ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม แต่การปรับขึ้นของธนาคารพาณิชย์ก็จะต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในระบบด้วย

"ศูนย์วิจัยฯ มองว่าในปี 53 จะเป็นปีผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะดีขึ้น อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ก็ได้"

ผลจากที่ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังไม่ดีขึ้น อาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2553 ดังนั้น จึงเป็นแรงกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินสกุลภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทแข็งค่า โดยคาดว่าในปี 2553 เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า เฉลี่ยอยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ จากปี 2552 ที่อยู่ในระดับเฉลี่ย 33.70 บาทต่อดอลลาร์

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงกับภาวะฟองสบู่ของประเทศในเอเชียที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ ปรับขึ้นร้อนแรง ซึ่งอาจทำให้หลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลี ออสเตรเลีย มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และเมื่อถึงจุดที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มทรงตัว และเฟดเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจทำให้ตลาดเกิดความผันผวน ซึ่งอาจจะมีการเทขายทำกำไรเงินสกุลเอเชียและลงทุนในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ที่มา : http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001643

คำถาม

1.ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมปรับขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย ที่เท่าใด

2.ปัจจัยที่ทำให้แนวโน้ม เงินเฟ้อปีหน้าจะปรับสูงขึ้น มีสาเหตุจากอะไรบ้าง

3.ในปี 2553 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเฉลี่ยที่เท่าไร ต่อดอลลาร์

วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2552

กสิกรหาตราสารหนี้นอก

จัดทำโดย นาย จักรพันธ์ พลับพลา เลขทะเบียน 5001208067


บลจ.กสิกรไทยเร่งหาตราสารหนี้ปลอดภัยป้อนลูกค้า ยอมรับผลตอบแทนอาจจะไม่ดีเท่าเกาหลีใต้ แถมปีหน้าหุ้นกู้จะหายาก แต่ดอกเบี้ยจะเริ่มขยับ

นายพัชร สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2553 พยายามจะออกกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยจะเน้นการลงทุนในประเทศที่มีความปลอดภัยสูง แต่คาดว่าอัตราผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจะไม่สูงเท่ากับกองทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้

“ตอนแรกสนใจออกไปลงทุนพันบัตรรัฐบาลในประเทศตะวันออกกลาง เพราะถ้าต้องการผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงสูงขึ้น ซึ่งโชคดีมากที่เกิดกรณีการเลื่อนชำระหนี้ในดูไบเวิลด์ขึ้นก่อนเลยยกเลิกแผนไป” นายพัชร กล่าว


ขณะที่การลงทุนพันธบัตรรัฐบาลเกาหลีใต้ในช่วงนี้อัตราผลตอบแทนของกองทุนปรับลดลงมาแล้ว เนื่องจากประเทศเกาหลีใต้มีความเสี่ยงทางการเงินลดลงต่อเนื่อง ภาวะเศรษฐกิจและทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น


“อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเกาหลีใต้มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2553 แต่ คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะปรับเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2-3 ปีหน้า โดยขึ้นไปอยู่ที่ 1.75-2% หากแบงก์ชาติต้องการลดผลกระทบจากเงินเฟ้อที่จะปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น” นายพัชร กล่าว


นายประเสริฐ ขนบธรรมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า ปีหน้าส่วนต่างผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรเกาหลีเทียบกับการลงทุนในประเทศจะเหลือเพียง 1% แต่เชื่อว่านักลงทุนยังสนใจพันธบัตรเกาหลีเช่นเดิม


สำหรับการออกหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนในปี 2553 คาดว่าปริมาณการออกหุ้นกู้จะลดลงเหลือ 1-2 หมื่นล้านบาท และอยู่ในครึ่งแรกของปีเท่านั้น ส่วนใหญ่ออกมาเพื่อชำระเงินกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากกำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำจึงไม่จำเป็นต้องใช้เงินขยายกิจการ


“ปีนี้บริษัทขนาดใหญ่ออกหุ้นกู้กันเยอะ เพราะต้นทุนต่ำจึงรีบระดมทุนไว้ก่อน ทั้งๆ ที่บางแห่งยังไม่มีแผนใช้เงินโดยหุ้นกู้ที่ออกปีนี้อายุไม่เกิน 3 ปี และปีหน้าคงใกล้เคียงกัน” นายประเสริฐ กล่าว


ด้านนายเกษตร ชัยวันเพ็ญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาด บลจ.กสิกรไทย กล่าวถึงธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพว่า ในปีหน้ามีรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งเตรียมว่าจ้างบริษัทให้บริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมูลค่ามากกว่า 3,000 ล้านบาท


“ปีหน้าเลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นการแข่งขันด้านค่าธรรมเนียม แม้ผู้ประกอบการธุรกิจกองทุนจะพูดคุยกันแล้ว แต่มีรายใหม่เข้ามาลดค่าธรรมเนียมจูงใจลูกค้าอยู่เป็นประจำ” นายเกษตร กล่าว


ที่มา http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=80557


คำถามท้ายเรื่อง


1. รองกรรมการผู้จักการบริษัทหลักทรัพย์กองทุน (บลจ.) กสิกรไทย คือใคร ?


2. ดอกเบี้ยของไทยจะปรับขึ้นมาไตรมาสไหน โดยขึ้นไปอยู่ที่เท่าไร ?


3. การออกหุ้นของเอกชนในปี 2553 จะลดลงหรือเพิ่มขึ้นที่เท่าไร และอยู่ในครึ่งปีไหนของปี และเพราะหรือเพื่ออะไร ?