วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

หุ้นไทยตกขบวนเอเชียเด้ง

จัดทำบทความโดย นายจักรพันธ์ พลับพลา เลขทะเบียน 5001208067

หุ้นไทยเป็นตลาดเดียวในเอเชียที่ติดลบ ระหว่างวันสวิงแรง 16.18 จุด พิษการเมืองล้วนๆ โชคดีได้แรงซื้อหุ้นกลุ่มปตท.ช่วยทำปิด

วานนี้ ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตลาดเดียวในเอเชียที่ปิดติดลบ แม้ตอนเช้าเด้งขึ้นตามเพื่อนบ้าน และดัชนีขึ้นไปสูงสุดถึงบวก 7.89 จุด แต่เปิดตลาดตอนบ่ายมีแรงกระหน่ำขายออกมาทุบดัชนีร่วงติดลบ 8.29 จุด ก่อนมีแรงซื้อกลับดันดัชนีปิด ที่ 689.72 จุด ลดลง 0.74 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 15,381.58 ล้านบาท

ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขาย สุทธิเล็กน้อย 102 ล้านบาท ส่วน สถาบัน-กองทุน พอร์ตบล. ยัง ร่วมใจเทขาย ส่วนรายย่อยซื้อต่อ 899 ล้านบาท

มาร์เก็ตติง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยตกขบวนฟื้นเพราะปัจจัยการเมืองเป็นสำคัญ ทำให้นักลงทุนกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงกดดันดัชนีให้อ่อนตัวลงต่อเนื่อง จึงตัดสินใจขายหุ้นออกไปก่อน ขณะเดียวกันนักลงทุนรายใหญ่กลับมองเป็นจังหวะช้อนซื้อ

อย่างไรก็ตาม ดัชนีหุ้นที่เด้งขึ้นในวินาทีสุดท้ายมาปิดติดลบเพียง 0.74 จุด เนื่องจากมีแรงซื้อหุ้นตัวใหญ่ โดยเฉพาะบริษัท ปตท. (PTT) ทำราคาปิดจากติดลบขึ้นไปปิดที่ 220 บาท บวก 3 บาท รวมถึง หุ้นในครอบครัวปตท. และธนาคารพาณิชย์ด้วย

นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ขณะนี้ปัจจัยเรื่องการเมืองมีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น โดยมีปัจจัยต่างประเทศเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเช่นกัน นักลงทุนควรติดตามทั้งสองประเด็นพร้อมกันไปและประเมินสถานการณ์ เป็นระยะ

ประเด็นด้านการเมืองมีพัฒนาการมากขึ้น ทั้งจากการเปิดประชุมสภาและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่วานนี้ตลาดรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังจากนักลงทุนเห็นว่ามูลค่าที่แท้จริงของตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในระดับที่ดี ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและการจ่ายเงินปันผลอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

นางภัทรียา กล่าวว่า แม้จะมีโบรกเกอร์บางแห่งแนะนำให้ลด น้ำหนักการลงทุนในช่วงนี้ แต่ตลท.ก็ไม่ได้กังวลเพราะนักวิเคราะห์คงมองสถานการณ์เป็นรายวัน และบทวิเคราะห์ที่ออกมาก็มีทั้งในแง่บวกและแง่ลบ

นางภัทรียา กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจะ ไม่กระทบแผนพัฒนาตลาดทุน และมั่นใจว่าจะเดินต่อไปได้ เพราะเป็นแผนงานที่กำหนดชัดเจน อีกทั้งมีหน่วยงานประจำที่รับผิดชอบ

http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=87540

คำถามท้ายเรื่อง

1. กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มีชื่อว่าอะไร

2. นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิให้เท่าไร

3. หุ้นไทยเป็นตลาดเดียวในเอเชียที่ติดลบระหว่างวันสวิงแรงกี่จุด

วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

เมืองไทยฯกวาดเบี้ย3หมื่นล้าน

จัดทำบทความโดย นาย นันทชัย มะลิพันธ์ เลขทะเบียน 5001208021

เมืองไทยประกันชีวิตคึกคัก หลังได้กสิกรไทยถือหุ้นเต็มตัว คาดปีนี้กำไร 1,800 ล้าน


นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมไว้ที่ 30,550 ล้านบาท เติบโต 42% แบ่งเป็นเบี้ยใหม่ 13,850 ล้านบาท และเบี้ยต่ออายุ 16,700 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงาน 1,800 ล้านบาท หรือเติบโต 8% และมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 5%

ขณะที่ปีที่ผ่านมาบริษัทมีเบี้ยรับรวมที่ 21,540 ล้านบาท หรือเติบโต 25% เมื่อเทียบกับปี 2551 โดยแบ่งเป็นเบี้ยใหม่ 9,240 ล้านบาท และเบี้ยต่ออายุ 12,300 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าธุรกิจประกันชีวิตในอุตสาหกรรมในปีนี้จะมีการเติบโตอยู่ที่ 15-20%

ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น ซึ่งมีความแตกต่างกว่าที่มีอยู่ในตลาด ด้วยโครงการ “ชีวิตมั่นคง...โดนใจสไตล์คุณ” ซึ่งเป็นโครงการที่ช่วยวางแผนชีวิตและการวางแผนการประกันชีวิตที่สร้างความ มั่นคงทางการเงินให้กับลูกค้าและครอบครัวตามแต่ละช่วงอายุ

โดยมีการวิเคราะห์รูปแบบการใช้ชีวิต ประกอบรวมกับระดับรายได้ของแต่ละบุคคลและความต้องการวางแผนล่วงหน้า ซึ่งจะมีการแบ่งออกเป็น 5 ช่วงอายุ โดยเริ่มตั้งแต่กลุ่มที่ 1 โดนใจวัยโจ๋ รองรับวัยที่มีรายได้เป็นของตัวเอง กลุ่มที่ 2 โดนใจวัยหวาน รองรับวัยเริ่มต้นการมีชีวิตคู่ กลุ่มที่ 3 โดนใจวัยมันส์ รองรับวัยที่เริ่มสร้างครอบครัวและมีบุตร

กลุ่มที่ 4 โดนใจวัยตั๋ง รองรับวัยเริ่มเห็นบุคคลในครอบครัวประสบความสำเร็จ มีเป้าหมายที่ชัดเจน และกลุ่มที่ 5 โดนใจวัยชิล รองรับช่วงที่รองรับวัยเกษียณอายุ โดยตัวแทนของบริษัทจะได้รับการฝึกอบรมโครงการนี้ทั้งหมด เพื่อเสนอแบบประกันได้ตรงกับความต้องการของทุกกลุ่มได้

สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญในการทำตลาดในปีนี้ยังคงเดินหน้าตาม นโยบายการทำตลาดแบบหลากหลายช่องทางขาย ไม่ว่าจะเป็น การขายผ่านธนาคารกสิกรไทยและสถาบันการเงินอื่น

โดยเฉพาะหลังจากที่ธนาคาร กสิกรไทยเข้ามาถือหุ้นในบริษัทก็จะทำให้ธนาคารกสิกรไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่ นายหน้าขายประกันเพียงอย่างเดียว แต่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการผลิตแบบประกันใหม่ โดยอิงกับความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก

“จะเพิ่มประสิทธิภาพใน ด้านการขายประกันผ่านตัวแทน และการสรรหาตัวแทนคุณภาพ ที่สามารถทำงานได้เต็มเวลา เข้าสู่บริษัทให้มากขึ้น” นายสาระ กล่าว


ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.php?id=86866

คำถาม

1.บริษัท เมืองไทยประกันชีวิตคาดว่าจะได้กำไรเท่าไหร่

2.บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ชื่อว่าอะไร

3.ธนาคารใดเข้ามาถือหุ้นเต็มตัวกับ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต

วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2553

กสิกรฯ ฉายภาพ ศก.ปี 53 เป็นปีแห่งความผันผวนอัตราแลกเปลี่ยน-ดอกเบี้ย

จัดทำโดย นายธิติคุณ บวรสมบูรณ์กุล เลขทะเบียน 5001208009

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ มองภาพรวม ศก.ปี 53 เป็นปีแห่งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน-ดอกเบี้ย พร้อมคาด ธปท.เตรียมปรับขึ้น ดบ.นโยบาย 0.75% โดยมีปัจจัยเงินเฟ้อกดดันนโยบาย ดบ.ที่ผ่อนคลาย ขณะที่ประเมินภาพ ศก.สหรัฐฯ ยังไม่ดีนัก เป็นแรงกดดันเงินดอลลาร์ยังคงอ่อนค่าต่อไปอีกระยะ

นายเชาวน์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2553 โดยเชื่อว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3% หรืออยู่ในกรอบ 2.5-3.5% จากปี 2552 ที่คาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบ 3.1% ขณะที่มองแนวโน้มเงินเฟ้อปีหน้าจะปรับสูงขึ้น จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมทั้งราคาน้ำมันในตลาดโลกที่คาดว่า น่าจะปรับตัวสูงขึ้นมาเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 80-85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวเป็นบวก แต่อยู่ในอัตราที่สูงขึ้นไม่มากนัก

ขณะที่มองว่า ปัจจัยเงินเฟ้อจะเป็นแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมองว่าในปี 2553 ธปท.จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายรวม 0.75% ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยตาม แต่การปรับขึ้นของธนาคารพาณิชย์ก็จะต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในระบบด้วย

"ศูนย์วิจัยฯ มองว่าในปี 53 จะเป็นปีผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากมองว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะดีขึ้น อาจจะไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้ก็ได้"

ผลจากที่ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังไม่ดีขึ้น อาจจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2553 ดังนั้น จึงเป็นแรงกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินสกุลภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทแข็งค่า โดยคาดว่าในปี 2553 เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า เฉลี่ยอยู่ที่ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ จากปี 2552 ที่อยู่ในระดับเฉลี่ย 33.70 บาทต่อดอลลาร์

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงกับภาวะฟองสบู่ของประเทศในเอเชียที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ ปรับขึ้นร้อนแรง ซึ่งอาจทำให้หลายประเทศ เช่น ไต้หวัน เกาหลี ออสเตรเลีย มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย และเมื่อถึงจุดที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มทรงตัว และเฟดเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อาจทำให้ตลาดเกิดความผันผวน ซึ่งอาจจะมีการเทขายทำกำไรเงินสกุลเอเชียและลงทุนในเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ที่มา : http://www.thaihomeonline.com/investment-news.php?id=001643

คำถาม

1.ธนาคารแห่งประเทศไทย เตรียมปรับขึ้น ดอกเบี้ยนโยบาย ที่เท่าใด

2.ปัจจัยที่ทำให้แนวโน้ม เงินเฟ้อปีหน้าจะปรับสูงขึ้น มีสาเหตุจากอะไรบ้าง

3.ในปี 2553 ค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเฉลี่ยที่เท่าไร ต่อดอลลาร์